
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. คืออะไร ? มีกี่รุ่น เหมาะกับใครบ้าง ?
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. อีกหนึ่งตัวเลือกของฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) ที่หลายคนเริ่มให้ความสนใจ เพราะไม่ได้ช่วยแค่เติมเต็ม แต่ยังมีหลายรุ่นที่ออกแบบมาให้เหมาะกับปัญหาผิวที่แตกต่างกันค่ะ แล้วแต่ละรุ่นต่างกันอย่างไร รุ่นไหนเหมาะกับใคร?
ถ้าอยากรู้ว่า e.p.t.q. มีทั้งหมดกี่รุ่น แต่ละรุ่นเด่นเรื่องไหน และควรเลือกอย่างไรให้เข้ากับปัญหาและโครงสร้างใบหน้า บทความนี้พาไปทำความรู้จัก ฟิลเลอร์ e.p.t.q. พร้อมเก็บข้อมูลสำคัญก่อนตัดสินใจกันค่ะ
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. คืออะไร ?
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. หรือ e.p.t.q. (epitique) เป็นผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid หรือ HA แบบ Cross-linked ที่พัฒนาโดยบริษัท JETEMA จากประเทศเกาหลีใต้ โดยมีจุดประสงค์สำหรับใช้เป็นสารเติมเต็มชนิดชั่วคราวเพื่อช่วยลดริ้วรอย ร่องลึก และเพิ่มวอลลุ่มหรือโครงสร้างในบริเวณที่เหมาะสม
e.p.t.q. สามารถแบ่งได้หลายรุ่นตามระดับการเชื่อมขวางของ HA และลักษณะทางกายภาพของเจล ทำให้แต่ละรุ่นเหมาะกับชั้นผิวและวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยรุ่นที่พบในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้า ได้แก่ S100, S300 และ S500 มี HA ความเข้มข้น 24 mg/ml รวมถึงรุ่นที่ผสม Lidocaine ซึ่งเป็นยาชาเฉพาะที่เพื่อช่วยเพิ่มความสบายระหว่างการฉีด จะมีส่วนผสมของ Lidocaine 0.3%
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ดีไหม มีจุดเด่นอย่างไร
ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และผลลัพธ์ของการใช้ฟิลเลอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผลิตภัณฑ์เพียงแต่อย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับตำแหน่งบริเวณ ชั้นเนื้อเยื่อ เทคนิคการฉีด และการประเมินของแพทย์ด้วย
หนึ่งในจุดเด่นคือ ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ใช้เทคโนโลยีการ Cross-linking ของ HA เพื่อสร้างโครงสร้างเจลที่มีความคงตัว โดยแต่ละรุ่นมีระดับการ Cross-linking ต่างกัน ตั้งแต่ S100 ที่มีระดับต่ำกว่า S300 และ S500 ตามลำดับ จึงทำให้เนื้อสัมผัสและความสามารถในการคงรูปแตกต่างกัน
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. มีกี่รุ่น อะไรบ้าง ?

กลุ่ม ฟิลเลอร์ e.p.t.q. สำหรับใบหน้า จะมี 3 รุ่น ได้แก่ S100, S300 และ S500 และแต่ละรุ่นมีสูตรที่ผสม Lidocaine เพิ่มเข้ามาด้วย โดยความแตกต่างอยู่ที่ระดับการ Cross-linking ความหนืดหรือความคงตัวของเจล และระดับชั้นผิวที่ออกแบบให้ใช้งาน
S100 lidocaine
e.p.t.q. S100 Lidocaine เป็นรุ่นที่มีระดับการ Cross-linking ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ S300 และ S500 จึงมีลักษณะเนื้อเจลที่ละเอียดและเหมาะกับการเติมเต็มในชั้นผิวที่ค่อนข้างตื้น โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุระดับการฉีดตั้งแต่ Superficial ถึง Mid Dermis เหมาะกับบริเวณที่ต้องการแก้ไขรายละเอียดเล็กๆ เช่น ริ้วรอยตื้นหรือบริเวณที่ต้องการการเติมเต็มอย่างละเอียด
สำหรับสูตร Lidocaine จะมี Lidocaine 0.3% เป็นส่วนประกอบ ขนาดบรรจุ 1.1 ml ต่อไซริงค์ ส่วนสูตรที่ไม่ผสม Lidocaine มีขนาด 1.0 ml
S300 lidocaine
ขยับขึ้นมาอีกระดับคือ e.p.t.q. S300 Lidocaine ซึ่งมีระดับการ Cross-linking สูงกว่า S100 และออกแบบมาสำหรับชั้น Mid ถึง Deep Dermis โดยมีลักษณะเจลที่สามารถช่วยเติมเต็มบริเวณที่ต้องการวอลลุ่มระดับปานกลางและการปรับ Contour บางส่วน
ด้วยคุณสมบัติของเจล S300 จึงเหมาะแก่การใช้งานในบริเวณแก้ม ร่องแก้ม หรือบริเวณที่ต้องการเติมเต็มระดับกลาง แต่การเลือกตำแหน่งต้องพิจารณาความลึกของปัญหา โครงสร้างใบหน้า และชั้นเนื้อเยื่อร่วมด้วย
S500 lidocaine
e.p.t.q. S500 Lidocaine เป็นรุ่นที่มีระดับการ Cross-linking สูงที่สุดในกลุ่ม S100/S300/S500 และมีความคงตัวของเจลมากกว่า เหมาะแก่การใช้งานในบริเวณชั้น Subcutaneous และบางข้อมูลระบุถึงระดับ Supraperiosteal ตามข้อบ่งใช้
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว S500 จึงถูกออกแบบมาเพื่อการเพิ่มวอลลุ่มหรือสร้างโครงสร้างในบริเวณที่ต้องการแรงพยุงและการกำหนดรูปทรงมากขึ้น เช่น คาง จมูก หรือโหนกแก้ม
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง
- S100 : บริเวณที่ต้องการการเติมเต็มในชั้นผิวตื้น เช่น ริ้วรอยละเอียดหรือบริเวณรอบดวงตา
- S300 : บริเวณแก้ม ร่องแก้ม หรือพื้นที่ที่ต้องการวอลลุ่มระดับกลาง
- S500 : บริเวณที่ต้องการสร้างโครงสร้างหรือ Contour เช่น คาง จมูก และโหนกแก้ม
e.p.t.q. Filler เหมาะกับใคร ?
ผู้ที่ต้องการแก้ไขริ้วรอยหรือร่องลึกบนใบหน้า เช่น ร่องที่เกิดจากการสูญเสียวอลลุ่มหรือการเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย โดยแพทย์จะประเมินก่อนว่าปัญหาดังกล่าวเหมาะกับการใช้ HA Filler หรือไม่
ผู้ที่มีการสูญเสีย Volume บางบริเวณ เช่น บริเวณแก้มหรือจุดที่มีวอลลุ่มลดลง ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าดูตอบหรือเกิดเงาบนใบหน้า
ผู้ที่ต้องการปรับ Contour ของใบหน้า เช่น คาง หรือส่วนที่ต้องการเพิ่มมิติ โดยชนิดและคุณสมบัติของฟิลเลอร์จะต้องเลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและวัตถุประสงค์
ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่สามารถใช้เพื่อเติมเต็มเฉพาะบริเวณได้ แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างเดิม ปริมาณผลิตภัณฑ์ และเทคนิคของแพทย์
รวมเรื่องควรรู้ก่อนฉีด e.p.t.q. Filler
ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน
ควรทราบชื่อผลิตภัณฑ์ รุ่น เลขทะเบียนหรือข้อมูลการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและผ่านการจัดเก็บตามเงื่อนไข
แจ้งประวัติสุขภาพและการแพ้ยา
ก่อนทำควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ประวัติแพ้ยา การแพ้ Lidocaine หรือเคยมีปฏิกิริยาต่อฟิลเลอร์มาก่อนหรือไม่ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการประเมินความเหมาะสม
ฟิลเลอร์ไม่ได้มีความเสี่ยงเป็นศูนย์
แม้ HA filler จะใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ยังสามารถเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น บวม แดง เจ็บ ช้ำ หรือก้อนบริเวณที่ฉีดได้ จึงควรทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้และสามารถรับมือกับภาวะแทรกซ้อนได้ค่ะ
ผลลัพธ์และระยะเวลาคงอยู่แตกต่างกันไปในแต่ละคน
ข้อมูลของผู้ผลิตบางแห่งระบุระยะเวลาของผลิตภัณฑ์ไว้ แต่ในทางปฏิบัติผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันตามตำแหน่ง ปริมาณ เทคนิคการฉีด การเผาผลาญของแต่ละบุคคล และปัจจัยอื่นๆ
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. อยู่ได้นานเท่าไร
โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ e.p.t.q. สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-15 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นของฟิลเลอร์ บริเวณที่ฉีด และปัจจัยเฉพาะบุคคล โดยแต่ละรุ่นมีระยะเวลาคงอยู่โดยประมาณ ดังนี้
- e.p.t.q. S100 อยู่ได้นานประมาณ 6-9 เดือน เหมาะกับบริเวณที่ต้องการการเติมเต็มอย่างละเอียดและเป็นธรรมชาติ
- e.p.t.q. S300 อยู่ได้นานประมาณ 9-12 เดือน เหมาะกับบริเวณที่ต้องการเติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่มในระดับปานกลาง
- e.p.t.q. S500 อยู่ได้นานประมาณ 12-15 เดือน เป็นรุ่นที่มีความหนาแน่นสูงกว่า จึงมีระยะเวลาคงอยู่ยาวนานกว่ารุ่นอื่น
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. เหมาะกับผิวแบบไหน?
e.p.t.q. เป็นฟิลเลอร์ HA แบบ Cross-linked ซึ่งแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติของเจลและระดับการ Cross-linking แตกต่างกัน จึงถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในระดับชั้นเนื้อเยื่อที่ต่างกัน เช่น S100 สำหรับ Superficial ถึง Mid Dermis, S300 สำหรับ Mid ถึง Deep Dermis และ S500 สำหรับบริเวณ Subcutaneous ดังนั้น จึงควรดูที่สภาพผิว ปัญหาที่ต้องการแก้ไข ความลึกของร่อง และชั้นเนื้อเยื่อร่วมกัน
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ต่างกับฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่นอย่างไร
ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันที่ชนิดของ HA เทคโนโลยีการ Cross-linking คุณสมบัติทางกายภาพของเจล ความเข้มข้น ข้อบ่งใช้ และข้อมูลการรับรองของแต่ละผลิตภัณฑ์
สำหรับ ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ผู้ผลิต JETEMA ระบุว่าเป็น Cross-linked HA ความเข้มข้น 24 mg/ml และใช้เทคโนโลยี 2CM ในกระบวนการ Cross-linking พร้อมระบุว่ามีการลดปริมาณ BDDE ที่ใช้ในกระบวนการผลิต
ขณะที่ Neuramis ซึ่งเป็นฟิลเลอร์ HA จาก Medytox ใช้เทคโนโลยี SHAPE™ ซึ่งผู้ผลิตอธิบายว่าเป็นกระบวนการ Cross-linking แบบ 2 ขั้นตอนร่วมกับกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Neuramis มี HA ความเข้มข้น 20 mg/ml
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q. filler
มีหลายรุ่นให้เลือกตามคุณสมบัติของเจล โดยกลุ่มหลัก S100, S300 และ S500 มีระดับ Cross-linking แตกต่างกัน ทำให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ให้สัมพันธ์กับชั้นเนื้อเยื่อและวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้
เป็นฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย และ HA แบบฉีดชนิด Cross-linked ถูกนำมาใช้เป็น Temporary Dermal Filler สำหรับเติมเต็มและเพิ่ม Volume
มีสูตรที่ผสม Lidocaine โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุ Lidocaine 0.3% ในรุ่น Lidocaine เพื่อช่วยลดความไม่สบายระหว่างทำหัตถการ
มีคุณสมบัติของเจลแตกต่างกันตามรุ่น จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาที่มีระดับความลึกแตกต่างกันภายใต้ข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม
สามารถใช้เพื่อเติมเต็มและปรับ Volume ได้ โดย HA filler มีการใช้งานสำหรับริ้วรอย ร่อง และการเพิ่มโครงสร้างหรือวอลลุ่มของใบหน้า
เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลด้านมาตรฐานการผลิตและการรับรองในหลายประเทศ โดย JETEMA ระบุการรับรองและการจำหน่ายในหลายตลาด
ข้อเสียของฟิลเลอร์ e.p.t.q.
ไม่ได้เหมาะกับทุกคนหรือทุกบริเวณ แม้จะมีหลายรุ่น แต่การเลือกใช้ต้องพิจารณากายวิภาคและชั้นเนื้อเยื่อเป็นรายบุคคล
ผลลัพธ์ไม่ได้คงอยู่ถาวร เพราะ ฟิลเลอร์ e.p.t.q. เป็น HA Dermal Filler แบบชั่วคราว จึงสามารถค่อยๆ ถูกสลายและดูดซึมโดยร่างกายได้
อาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังหัตถการได้ เช่น บวม แดง เจ็บ หรือช้ำบริเวณที่ทำ และอาจเกิดก้อนได้
มีความเสี่ยงจากการฉีดฟิลเลอร์เช่นเดียวกับ HA Filler ชนิดอื่น โดยเฉพาะหากฉีดผิดชั้นหรือเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ค่อนข้างอันตราย
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. filler แต่ละกล่องเหมาะกับบริเวณไหน?
- S100 Lidocaine : เป็นรุ่นที่มีระดับ Cross-linking ต่ำกว่า S300 และ S500 และข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุการใช้งานในชั้น Superficial ถึง Mid Dermis จึงเหมาะกับงานที่ต้องการเติมเต็มบริเวณชั้นตื้นตามข้อบ่งใช้
- S300 Lidocaine : มีระดับ Cross-linking สูงขึ้นมาอีกระดับ และระบุการใช้งานใน Mid ถึง Deep Dermis จึงเหมาะกับงานเติมเต็มที่ต้องการคุณสมบัติของเจลในระดับกลางถึงลึก
- S500 Lidocaine : มีระดับ Cross-linking สูงที่สุดในสามรุ่นหลัก และนิยมใช้ในบริเวณ Subcutaneous จึงเหมาะกับการเติมเต็มที่ต้องการคุณสมบัติด้านโครงสร้างมากขึ้น
ข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q.
- สังเกตอาการผิดปกติหลังทำ โดยเฉพาะอาการที่รุนแรงขึ้นหรือไม่ดีขึ้นตามระยะเวลาที่แพทย์แจ้ง
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดเอง หากแพทย์ไม่ได้แนะนำ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องกิจกรรม ความร้อน การออกกำลังกาย หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตามที่แพทย์แนะนำ
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้นผิดปกติ ผิวบริเวณนั้นเปลี่ยนสีผิดปกติ หรือมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรติดต่อแพทย์หรือสถานพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง
- ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์มาฉีดเองหรือให้บุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้ฉีด เพราะความเสี่ยงของฟิลเลอร์ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเทคนิคและกายวิภาคของบริเวณที่ฉีดด้วยค่ะ
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ต่างกับฟิลเลอร์ Neuramis อย่างไร
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. และ Neuramis ต่างเป็นฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA) แบบ Cross-linked ที่ใช้สำหรับเติมเต็มและแก้ไขปัญหาริ้วรอยหรือการสูญเสียปริมาตรบนใบหน้า แต่ทั้งสองแบรนด์พัฒนาด้วยเทคโนโลยีและมีรุ่นผลิตภัณฑ์แตกต่างกันค่ะ โดย e.p.t.q. ผลิตโดย JETEMA และมี HA ความเข้มข้น 24 mg/ml พร้อมเทคโนโลยี 2CM ส่วน Neuramis ผลิตโดย Medytox และใช้เทคโนโลยี SHAPE ซึ่งเป็นกระบวนการ Cross-linking และการทำให้บริสุทธิ์ของเนื้อเจล
หากเปรียบเทียบในด้านรุ่น e.p.t.q. มี S100, S300 และ S500 ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับระดับชั้นผิวที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ชั้นตื้นไปจนถึงชั้นใต้ผิวหนัง ขณะที่ Neuramis มีหลายรุ่น เช่น Light Lidocaine, Lidocaine, Deep, Deep Lidocaine และ Volume Lidocaine เพื่อให้เลือกใช้ตามลักษณะปัญหาและบริเวณที่ต้องการแก้ไข
E.P.T.Q. Filler อันตรายไหม
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ HA Dermal Filler ชนิดอื่น ซึ่งความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง การประเมินผู้รับบริการ และความเชี่ยวชาญของผู้ทำหัตถการด้วย
อาการที่อาจพบหลังฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ บวม แดง เจ็บ หรือช้ำบริเวณที่ฉีด ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่านั้นสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะพบไม่บ่อย โดยเฉพาะภาวะที่เกี่ยวข้องกับการอุดตันของหลอดเลือด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดฟิลเลอร์ควรเป็นหัตถการที่ดำเนินการโดยแพทย์เท่านั้น
ก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q. มีวิธีเตรียมตัวและดูแลอย่างไร ?
E.P.T.Q. Filler อันตรายไหม
ก่อนเข้ารับหัตถการ ควรเริ่มจากการพูดคุยกับแพทย์ให้ละเอียด ทั้งปัญหาที่ต้องการแก้ไข ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว ยาที่รับประทานอยู่ รวมถึงหัตถการหรือผลิตภัณฑ์ที่เคยฉีดมาก่อน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัย
หากกำลังรับประทานยา อาหารเสริม หรือมีภาวะที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง เพราะการปรับยาบางชนิดจำเป็นต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
อีกเรื่องที่ควรเช็กให้เรียบร้อยก่อนทำคือผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ โดยสามารถสอบถามชื่อรุ่น เลขล็อต และรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ รวมถึงขอให้แพทย์หรือสถานพยาบาลเปิดผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจนให้ตรวจสอบก่อนใช้ได้ เพราะฟิลเลอร์เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ไม่ควรซื้อมาใช้หรือฉีดด้วยตัวเอง
วิธีดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q.
หลังฉีดในช่วงแรกควรดูแลบริเวณที่ทำอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือจับบริเวณที่ฉีดบ่อยๆ เว้นแต่แพทย์จะแนะนำเป็นกรณีเฉพาะ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ออกแรงหนักในช่วงแรก และปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำของแพทย์เป็นหลัก
หลังทำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักจนถึงวันถัดไป และหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดเป็นเวลา 3 วัน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและการทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวระคายเคืองมากเกินไป
หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ ผิวบริเวณที่ฉีดซีดหรือเปลี่ยนสีผิดปกติ หรือมีความผิดปกติด้านการมองเห็น ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งแม้พบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงได้
e.p.t.q Filler ปลอดภัยไหม ?
การฉีดฟิลเลอร์ทุกชนิดยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น บวม แดง เจ็บ กดเจ็บ หรือรอยช้ำ และในบางกรณีอาจเกิดก้อน การติดเชื้อ หรือการฉีดเข้าสู่หลอดเลือดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อยแต่สามารถรุนแรงได้
ดังนั้นหัวใจของความปลอดภัยจึงไม่ได้อยู่ที่แบรนด์อย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบได้ การประเมินโดยแพทย์ และการทำหัตถการในสถานพยาบาลที่เหมาะสมด้วยค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q. บวมกี่วัน ? กี่วันเห็นผล ?
หลังฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q. สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริเวณที่เติมเต็มได้ค่อนข้างเร็ว เนื่องจาก HA เป็นสารเติมเต็มที่มีปริมาตรอยู่แล้ว แต่ในช่วงแรกอาจมีอาการบวม ตึง แดง หรือมีรอยช้ำร่วมด้วย
โดยทั่วไป อาการบวมมักเห็นชัดในช่วง 1-3 วันแรก และค่อยๆ ลดลงภายในประมาณ 3-7 วัน ส่วนรอยช้ำหรืออาการบวมเล็กน้อยในบางคนอาจใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน จึงจะกลับมาเป็นปกติมากขึ้น
สำหรับการประเมินผลลัพธ์ แนะนำให้เผื่อเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เนื้อเยื่อและอาการบวมหลังทำค่อยๆ เข้าที่ก่อน จึงจะประเมินภาพรวมได้ชัดเจนกว่าเดิม ทั้งนี้ระยะเวลาจริงแตกต่างกันตามตำแหน่ง รุ่น ปริมาณที่ใช้ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. ราคาเท่าไร ?
ที่ Class Clinic มีโปรโมชั่นฟิลเลอร์ราคาเริ่มต้นประมาณ 6,900 บาท โดยราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามรุ่นและเงื่อนไขโปรโมชั่น ดังนั้นหากต้องการทราบราคา ฟิลเลอร์ e.p.t.q. รุ่นที่ต้องการใช้แบบล่าสุด แนะนำให้สอบถามกับทางคลินิกโดยตรงก่อนเข้ารับบริการ
วิธีเช็ก Filler e.p.t.q. ของแท้
- ตรวจชื่อผลิตภัณฑ์และรุ่นให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ e.p.t.q. ที่จะใช้ เช่น S100, S300 หรือ S500
- ตรวจบรรจุภัณฑ์ว่าปิดผนึกเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยเปิดใช้งานหรือบรรจุภัณฑ์ผิดปกติ
- ตรวจเลขล็อต (Lot No.) และวันหมดอายุบนกล่องและตัวผลิตภัณฑ์ว่ามีข้อมูลครบและสอดคล้องกัน
- ตรวจฉลากและข้อมูลผลิตภัณฑ์ว่าระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- ขอดูผลิตภัณฑ์ก่อนทำและสอบถามแพทย์หรือคลินิกถึงชื่อรุ่น ปริมาณ และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะใช้
ทำไมต้องโปรแกรม E.P.T.Q ฟิลเลอร์ คลาส คลินิก
สำหรับผู้ที่สนใจโปรแกรม E.P.T.Q ฟิลเลอร์ที่ Class Clinic เราให้ความสำคัญกับการออกแบบการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพราะใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้าง สัดส่วน และปัญหาที่แตกต่างกัน การเลือกฟิลเลอร์จึงควรพิจารณาร่วมกับตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขและการประเมินโดยแพทย์
Class Clinic ให้บริการโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านหัตถการความงาม พร้อมประเมินใบหน้าและวางแผนการฉีดให้เหมาะกับแต่ละเคส โดยคำนึงถึงทั้งตำแหน่ง ปริมาณ และคุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน
อีกหนึ่งสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนฉีด ผู้รับบริการสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นฟิลเลอร์ บรรจุภัณฑ์ และข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนเข้ารับบริการได้อย่างชัดเจน เพราะเราอยากให้ทุกคนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เข้าใจง่ายและตรวจสอบได้ค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E.P.T.Q. filler
A: ระหว่างฉีดฟิลเลอร์ e.p.t.q. อาจรู้สึกเจ็บ ตึง หรือแสบเล็กน้อยได้ โดยบางรุ่นมีส่วนผสมของ Lidocaine ซึ่งช่วยลดความรู้สึกไม่สบายขณะฉีด
A: สามารถพิจารณาได้ในบางกรณี แต่ควรให้แพทย์ประเมินฟิลเลอร์เดิมและสภาพเนื้อเยื่อก่อน เพราะตำแหน่งและผลิตภัณฑ์ที่เคยฉีดมีผลต่อการวางแผน
A: อาจเกิดก้อนหรือตุ่มนูนได้จากหลายสาเหตุ แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน โดยการฉีดบริเวณรอบดวงตาควรประเมินโดยแพทย์อย่างละเอียด
A: โดยทั่วไปควรเผื่อเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้อาการบวมและรอยช้ำลดลงก่อนประเมินผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ e.p.t.q. อย่างชัดเจน
A: ไม่ได้หมายความว่าฉีดแล้วจะทำให้เกิดสิวโดยตรง แต่หากบริเวณที่จะฉีดมีสิวอักเสบหรือการติดเชื้อ ควรเลื่อนการฉีดจนผิวสงบก่อน
สรุป e.p.t.q Filler ดีไหม ? คุ้มค่าที่จะฉีดไหม ?
ฟิลเลอร์ e.p.t.q. เป็นฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ที่มีหลายรุ่นและคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงไม่ได้มีคำตอบว่าดีหรือคุ้มค่าสำหรับทุกคนค่ะ สิ่งสำคัญคือเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับปัญหาและตำแหน่งที่ต้องการดูแล รวมถึงประเมินโครงสร้างใบหน้าและความเสี่ยงกับแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพราะแม้ฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดอาการบวม ช้ำ หรือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่รุนแรงได้
ที่ Class Clinic เราไม่ได้มองว่าการเติมฟิลเลอร์คือการเปลี่ยนใบหน้าให้เหมือนใคร แต่เป็นการดูแลจุดที่แต่ละคนรู้สึกกังวลให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด หากสนใจโปรแกรม E.P.T.Q ฟิลเลอร์ สามารถเข้ามาปรึกษาและให้แพทย์ประเมินก่อน เพื่อพูดคุยถึงปัญหาและแนวทางที่เหมาะสมกับใบหน้าของแต่ละคนได้ค่ะ